Blog

  • “จับมือ สานฝัน เพื่อประเทศไทย”

    “จับมือ สานฝัน เพื่อประเทศไทย”

    “จับมือ สานฝัน เพื่อประเทศไทย”
    จัดโดย มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

    พบกับการบรรยายพิเศษ โดย ดร.สุวัฒน์ ทองธนากุล
    “กลยุทธ์องค์กรเพื่อสังคมที่ยั่งยืน สื่อสารสัมพันธ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยุคดิจิทัล”

    2 พ.ค. 2568 | 9:00-12:00
    ณ สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์
    131 ถนนอโศกมนตรี(สุขุมวิท 21)

  • การจัดการคาร์บอนในองค์กร (4)

    การจัดการคาร์บอนในองค์กร (4)

              ตั้งแต่ตอนที่ 4 นี้ ผู้เขียนจะพยายามสืบค้นและสรุปขั้นตอนและวิธีการบริหารจัดการคาร์บอนในองค์กร ซึ่งทุกองค์กรจะมี Carbon Footprint ตั้งต้นอยู่และหาทางทำให้ลดลง โดยกำหนดเป้าหมาย กลยุทธ์และแผนดำเนินงาน และพยายามลดให้เต็มที่ยังไม่พอ ต้องนำไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality หรือ Net Zero ในระยะเวลาที่เป็นเป้าหมายร่วมกันอีกด้วย

              บทความเรื่อง “The 5 key steps to create the baseline for your climate strategy” โดย Zazala Quist, Ecochain ได้แนะนำว่าเนื่องจากธุรกิจแต่ละแห่งอาจมาจากอุตสาหกรรมต่างๆกัน ซึ่งอาจจะมีความเหมือนหรือความต่างในการเกิดและการวัดคาร์บอน จึงควรกลับไปดู Life Cycle Assessment(LCA) ที่ระบุมาตรฐานการวัดผลด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งกำหนดจุดสำคัญ ”Impact Hotspots” ที่ควรมุ่งเน้น

              บทความนี้ยังได้แนะนำขั้นตอนการพัฒนาความเป็นกลางทางคาร์บอนให้องค์กร เป็นลำดับดังนี้
    1. การวัดระดับการปล่อยคาร์บอน (Measure emissions)
    2. การวิเคราะห์ผลกระทบ (Analyse your impact)
    3. การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัด (Set KPIs and targets)
    4. การดำเนินการลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon reduction)
    5. การเดินทางและบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutral)

              แต่ละขั้นตอน อธิบายรายละเอียดได้ดีงนี้

              1. การวัดระดับการปล่อยคาร์บอน (Measure emissions)
    บนกระบวนการทำธุรกิจทั้งภายในและบนห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ บริษัทจะต้องเข้าใจและเก็บข้อมูลจากทุกกระบวนการ ทั้งทางตรงและทางอ้อม และแยกคาร์บอนนั้นตามมาตรฐานที่เเป็นที่ยอมรับ ได้แก่ Scope 1,2 และ3 โดยที่
    -Scope 1 หมายถึงคาร์บอน หรือ ก๊าซเรือนกระจก (GHG) ที่มาจากการปล่อยโดยตรง (Direct Emissions) จากการดำเนินงานของบริษัท เช่น การใช้ยานพาหนะที่ใช้น้ำมัน ของบริษัท
    -Scope 2 หมายถึง GHG ที่มาจากการปล่อยโดยอ้อม (Indirect Emissions) เช่น การใช้ไฟฟ้าของบริษัทในการส่องสว่าง หรือเพื่อทำความเย็น โดยพลังงานไฟฟ้าดังกล่าวมาจากการใช้น้ำมัน เป็นต้น
    -Scope 3 หมายถึงการปล่อย GHG ที่มาจากแหล่งทางอ้อมอื่นๆ(Other Indirect Emissions) บนห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท ซึ่งรวมมาตั้งแต่การปล่อยคาร์บอนของคู่ค้า (Suppliers) ที่วัตถุดิบอาจถูกปล่อยGHG แบบทางอ้อมมา จนถึงลูกค้า(Customers) ที่อาจใช้สินค้าและบริการของบริษัทแล้วมีผลต่อการปล่อย GHG ในทางอ้อมด้วย
    การวัด Carbon Emission Baseline และการวัดเนื่องนี้ในทุกปี กลายเป็นเรื่องสำคัญที่บริษัทและผู้เกี่ยวข้องต่างๆต้องการรับทราบสถานะ เพื่อดูว่าบริษัทดูแลเรื่องนี้ได้ดีเพียงใด

              2. การวิเคราะห์ผลกระทบ (Analyse your impact)

    เมื่อมีการวัดระดับการปล่อยGHG ตาม Scope 1,2,3 แล้ว และทราบว่ามาจากกระบวนการและกิจกรรมใดบ้าง ก็จะถูกนำมาวิเคราะห์ตามLCA Measures ที่จะดูตั้งแต่ก่อนการผลิต การผลิต การเกิดขยะจากการผลิต และการบริโภคของลูกค้าในผลิตภัณฑ์นั้น จะมีการวิเคราะห์ว่าการปล่อย GHG มาจากตรงกระบวนการใดมากที่สุด เช่นมาจากการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การบรรจุ เป็นต้น ซึ่งเรียกว่า เป็นการหา “Impact Hotspots “ เพื่อให้เราทราบและนำไปจัดลำดับความสำคัญในการจัดการต่อไป การกำหนดกลยุทธ์ด้านภูมิอากาศ (Climate Strategy) และวางแผนดำเนินงานให้ได้ผลจึงต้องทราบข้อมูล Impact Hotspots เหล่านี้

              3. การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัด (Set KPIs and targets)

    เมื่อเราทราบถึงค่าGHG ตาม Impact Hotspots แล้วก็จะต้องเรียนรู้ความเป็นไปได้ว่า จะมีวิธีการที่จะลดการปล่อยคาร์บอนเหล่านั้นอย่างไรบ้าง ทั้งในลักษณะแบบง่ายเช่น ลด ละ เลิก หรือต้องใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีมาช่วย จึงพอจะประมาณการว่าควรจะลดคาร์บอนเหล่านั้นได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถมากำหนดเป้าหมาย และตัวชี้วัดจากกิจกรรมต่างๆที่จะเกิดขึ้น เป้าหมายเหล่านี้มักแสดงเป็น Science-based targets คือวัดในเชิงปริมาณได้ และสามารถเชื่อมโยงมาเป็นหน่วย ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตามมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับ (สามารถดูได้จาก Science Based Targets Initiative (SBTi))

              4. การดำเนินการลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Reduction)

    ในขั้นนี้เป็นการลงไปในแผนว่าจะมีการดำเนินการ (Actions) อะไรบ้าง ในช่วงเวลาต่างๆ ในการลดการปล่อยคาร์บอนในช่วงเวลาต่างๆ และแต่ละกิจกรรมมีเป้าหมาย Science-based targets ที่ต้องการให้บรรลุเท่าใด รวมทั้งจะมีระบบและวิธีการในการติดตามความคืบหน้า การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจต่อไปอย่างไร

               5. การเดินทางและบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)

    ในแต่ละปี บริษัทควรต้องนำข้อมูลผลลัพธ์และเปรียบเทียบกับเป้าหมายและKPIs มาวิเคราะห์เพื่อดูความก้าวหน้าว่าเป้าหมายใดบรรลุแล้ว หนือยังไม่บรรลุ จะได้เร่งรัดหรือหากลยุทธ์ วิธีการใหม่ๆที่เหมาะสมหรือได้ผลกว่า หรือในกรณีที่ทำไปเต็มที่ในการลดแล้ว อาจต้องใช้วิธีอื่นเพิ่มเติมเช่น การชดเชยคาร์บอน (Carbon Offsetting) เป็นต้น

    2 ตุลาคม 2567

    อ้างอิง : Zazala Quist, The 5 Key Steps to Crate the Baseline for Your Climate Strategy, blog.nexioprojects .com

  • เสริมทัพ อัปเกรด สู่อาณาเขตโรงงานอัจฉริยะ

    เสริมทัพ อัปเกรด สู่อาณาเขตโรงงานอัจฉริยะ

    📣ห้ามพลาด! มาร่วมอัปเลเวลโรงงานและอาคารให้ล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น โดยกูรูผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่พร้อมมาเจาะลึก แบ่งปันข้อมูล กรณีศึกษาและแนวทางที่ดีที่สุดในหัวข้อ
    ✨“เสริมทัพ อัปเกรด สู่อาณาเขตโรงงานอัจฉริยะ”
    กับ “FACTECH Focus” Powered by FACTECH✨
    🗓️ 29 เม.ย. 2568
    ⏰ 13.30 – 16.30 น.
    📍 ห้อง MR222-223 ชั้น 2 | 📌ไบเทค, กรุงเทพ
    .
    📚ดาวน์โหลดโปรแกรมสัมมนา https://www.factech-expo.com/th-th/conference.html#/sessions
    ลงทะเบียนสำรองที่นั่ง 👉 https://bit.ly/ME25_Forum
    ( #FacTech2025 ร่วมจัดโดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) , สมาคมไทยไอโอที (Thai IoT), และอาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ (Rx Traded)
    —————————————-
    🏭 FacTech 2025
    ᴀꜱᴇᴀɴ’ꜱ ᴏɴʟʏ ᴇxʜɪʙɪᴛɪᴏɴ ᴏɴ ꜰᴀᴄᴛᴏʀʏ ᴄᴏɴꜱᴛʀᴜᴄᴛɪᴏɴ, ᴍᴀɪɴᴛᴇɴᴀɴᴄᴇ, ꜰᴀᴄɪʟɪᴛʏ ᴍᴀɴᴀɢᴇᴍᴇɴᴛ, ᴀɴᴅ ᴛᴇᴄʜɴᴏʟᴏɢʏ.
  • การจัดการคาร์บอนในองค์กร (3)

    การจัดการคาร์บอนในองค์กร (3)

              ในตอนนี้จะอธิบายถึง หลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการคาร์บอน(Priciples of Carbon Management) ในองค์กร และ การใช้Software เพื่อจัดการคาร์บอนในองค์กร
    ซึ่งอาจจะเหมาะกับธุรกิจทั่วไปทั้งภาคผลิตและบริการ โดยมีขนาดไม่ใหญ่ ไม่ได้เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและปล่อยคาร์บอนในปริมาณมากทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น Fossil Energy ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตและบริการ

    1. หลักการ 3 ประการในการจัดการคาร์บอนขององค์กร (The Three Principles of Carbon Management) ประกอบไปด้วย

              หลักการที่ 1 : การวัดและประเมินค่า (Measurement and Assessment)
    เป็นความจำเป็นที่องค์กรจะต้องวัดค่า Baseline เกี่ยวกับ Carbon Footprint ขององค์กรเพื่อเป็นระดับตั้งต้นให้ทราบ และต้องวัดค่าดังกล่าวเป็นระยะ จะได้ทราบถึงระดับคาร์บอนว่าลดลงหรือไม่อย่างไรเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่ได้วางไว้ โดยวัดตามมาตรฐาน Scope 1,2,3 ตามที่ได้กำหนดไว้ และต้องทราบด้วยว่าคาร์บอนแต่ละScope มาจากกิจกรรมใด และจะมีแผนและเส้นทางการลด (Decarbonisation Pathway) อย่างไร
    การรวบรวมข้อมูลและประเมินผล (Assessment) เกี่ยวกับสถานะคาร์บอนขององค์กรระหว่างการขับเคลื่อนธุรกิจ เป็นเรื่องสำคัญ บางองค์กรพัฒนา Decarbonisation Platform ขึ้นใช้เองภายในองค์กร หรืออาจใช้บริการ Platform ในลักษณะนี้จากภายนอก ซึ่งPlatform เหล่านี้จะมีระบบและเครื่องมือต่างๆคอยติดตามการเก็บข้อมูลและประ มวลผลด้านคาร์บอนจากทุกหน่วยภายในและบนห่วงโซ่คุณค่าในการทำธุรกิจจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ

              หลักการที่ 2 : การวางแผนและการกำหนดกลยุทธ์ปฏิบัติเพื่อลดคาร์บอน (Planning and Implementing Mitigation Strategies)
    องค์กรอาจเริ่มต้นโดยจัดลำดับความสำคัญในการลดคาร์บอน(Mitigation Hierarchy) ว่าจะทำจากที่ใดก่อนที่เป็นปัญหามากๆ และเลือกวิธีการใช้ที่เหมาะสม เช่นป้องกัน ลด ทดแทน หรือชดเชย เป็นต้น โดยมีเป้าหมายร่วมคือการมุ่งสู่ Net Zero

              หลักการที่ 3 : การชดเชยหรือการใช้คาร์บอนเครดิต (Offsetting and Carbon Credits)
    องค์กรต้องเรียนรู้ด้วยว่า แม้จะไม่สามารถขจัดการปล่อยคาร์บอนไปได้ทั้งหมด ก็อาจเลือกวิธีการชดเชยด้วยการสร้างโครงการชดเชยคาร์บอน เช่นการปลูกป่าเพื่อเอาผลลัพธ์มาหักกลบกับการปล่อยคาร์บอนที่ยังคงเหลืออยู่จากการดำเนินงาน หรืออาจไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากแหล่งภายนอกที่น่าเชื่อถือมาหักกลบเพิ่มเติมได้

    2 ระบบโปรแกรมที่ช่วยจัดการคาร์บอน (Carbon Management Software)

              ในยุคแห่งความก้าวหน้าด้าน IT Technology และยุคแห่งความต้องการข้อมูลคาร์บอนที่มาจากหลายแหล่งที่เกี่ยวข้องจึงตำเป็นที่จะต้องสร้าง Digital Infrastructure ด้านคาร์บอนไว้รองรับการจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ องค์กรสามารถเลือกที่จะพัฒนาหรือจัดหาโปรแกรมที่ตอบสนองความต้องการให้เหมาะกับทรัพยากรที่มี ซึ่งโปรแกรมที่ดีที่ใช้จัดการคาร์บอน จะต้องมีคุณสมบัติสำคัญใน 5ด้านดังนี้
               – สะดวกและง่ายในการรวบรวมข้อมูลทั่วทั้งองค์กร
               – มีเครื่องมือและระบบในการวัดข้อมูลการปล่อยคาร์บอนได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
               – ออกแบบรายงานเพื่อใช้ประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมและทันการณ์
               – เปรียบเทียบผลลัพธ์กับเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การวางแผนลดคาร์บอนในระยะต่อไป

    30 กันยายน 2567

    อ้างอิง :

    1) How can companies leverage carbon management software?, www.plana.earth
    2) What are the Principles of Carbon Management?, www.terrascope.com

  • การจัดการคาร์บอนในองค์กร (2)

    การจัดการคาร์บอนในองค์กร (2)

              ในตอนที่2 นี้จะอธิบายให้เห็นถึง ความหมายของการจัดการคาร์บอน ขั้นตอนในการจัดการคาร์บอนในองค์กร และประโยชน์ต่อองค์กรในการจัดการคาร์บอน

    1. ความหมายของการจัดการคาร์บอน

              การจัดการคาร์บอนในองค์กร หมายถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจ การส่งเสริมกิจกรรมการลดคาร์บอน การสร้างผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ การชดเชยและกักเก็บคาร์บอนและการวัดค่าคาร์บอน จากระบบการดำเนินงานภายในและบนห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าและบริการขององค์กรธุรกิจนั้นว่าก่อให้เกิด คาร์บอน หรือ ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas: GHG) เท่าใด ตลอดจนการกำหนดเป้าหมาย แผนงานและโครงการต่างๆทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ต่อไป

    2. ขั้นตอนของการจัดการคาร์บอนในองค์กร

    สรุปได้ดังนี้
              ขั้นตอนที่1 การวัดค่า Carbon Baseline ขององค์กร
    บริษัทอาจจะต้องสำรวจว่ากิจกรรมทางธุรกิจทั่วทั้งองค์กร จากระบบงานต่างๆบนห่วงโซ่ธุรกิจมีผลกระทบคาร์บอนจากกิจกรรมใดบ้าง และในขนาดเท่าใด เช่นอาจแสดงในหน่วยของตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และรวมแล้วทั้งองค์กรปล่อยคาร์บอนออกไปทั้งหมดเท่าใด ซึ่งจะทำให้เห็นขนาดโดยรวมของCarbon emission ที่องค์กรปล่อยไป ณ ช่วงเวลาหนึ่ง และทราบถึงโครงสร้าง สัดส่วนของการปล่อยคาร์บอนว่ามาจากกิจกรรมของระบบงานใด มากน้อยเพียงใด ปริมาณคาร์บอนดังกล่าวจะกลายเป็น Baseline เพื่อนำไปวางแผนและดำเนินการหาทางลดต่อไป

              ขั้นตอนที่2 การเรียนรู้วิธีการพื้นฐานในการจัดการคาร์บอน
    ซึ่งมี 4 วิธีการ ได้แก่ 1)หลีกเลี่ยง (Avoid) 2)ลด (Reduce) 3)ทดแทน (Replace) 4) ชดเชย(offset)
    โดยที่
              การหลีกเลี่ยง(Avoidance) หมายถึง การหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งหากถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้นอย่างประณีตและถูกต้อง จะสามรถหลีกเลี่ยงการปล่อยคาร์บอนได้ตั้งแต่ต้นทั้งกระบวนการได้ทันที แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะในกิจกรรมย่อยๆอาจส่งผลกระทบทางตรง ทางอ้อมให้เกิดการปล่อยคาร์บอนได้ ตัวอย่างของการใช้เทคนิคการหลีกเลี่ยง เช่น การจัดประชุมแบบออนไลน์ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจากการเดินทาง การเปลี่ยนยานพาหนะในองค์กรเป็นรถEV หรือ การเปลี่ยนรูปแบบการตลาดเป็นแบบออนไลน์ทั้งหมด เพื่อไม่ต้องมีหน้าร้านที่ต้องมีการใช้พลังงานและกิจกรรมที่ทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอน เป็นต้น

              การลด (Reduction) หมายถึงการลดการใช้คาร์บอนในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งบางกิจกรรมอาจลดได้แบบรวดเร็ว แต่หลายกิจกรรมต้องวางแผนทยอยการลดในระยะยาว เช่นกรณีการใช้พลังงานจาก Fossil Energy ยังต้องใช้อยู่ในการดำเนินงาน ในขณะที่การเกิดขึ้นของพลังงานทดแทน (Renewable Energy) ทางองค์กรก็ต้องพยายามเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดเหล่านี้ เช่นพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ลม เป็นต้น

              การทดแทน(Replacement) หมายถึงการสร้างสิ่งทดแทน หรือทางเลือกที่ทำให้เกิดคาร์บอนน้อยกว่า เช่นการเลือกวัตถุดิบจากคู่ค้าที่ผ่านกระบวนการ Green Procurement การคิดค้นผลิตภัณฑ์ Low Carbon ที่อาจใช้วัตถุดิบ Recycle หรือเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เป็นต้น

              การชดเชย (Offsetting) หมายถึงการดำเนินการหากิจกรรมอื่นๆนอกเหนือจากการดำเนินงานภายในที่สร้างผลกระทบทางบวกต่อสภาพภูมิอากาศ เช่นการปลูกป่า ผลสุทธิทางบวกเหล่านี้อาจเรียกว่า “Carbon Credit” ซึ่งองค์กรสามารถนำไปหักกลบเพื่อชดเชยกับการปล่อยคาร์บอนขององค์กร ในกรณีที่บริษัทไม่มีโครงการหรือกิจกรรมเพื่อสร้าง Carbon Credit ของตนเอง หรือมี แต่ยังไม่พอที่จะหักกลบกับการปล่อยได้ ก็สามารถไปซื้อ Carbon Credit เพิ่มเติมในตลาดซื้อขาย Carbon Credit ที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับจากภายนอกเพื่อนำมาชดเชยกันต่อไป

    3. ประโยชน์ต่อองค์กรในการจัดการคาร์บอน
    สรุปได้ดังนี้
              -ช่วยประหยัดต้นทุน กิจกรรมหลายอย่างในการลดคาร์บอน เช่น การประหยัดน้ำ ไฟ พลังงาน การลดการใช้กระดาษ เป็นต้น จะส่งผลช่วยลดค่าใช้จ่ายลงด้วย ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำกำไร
              -ลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจและการกำกับดูแล ในด้านการทำธุรกิจยุคใหม่ ผู้กำกับดูแลได้กำหนดมาตรฐานการดำเนินงานและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคาร์บอน หากบริษัทมีการวางแผนและดำเนินการในเรื่องนี้ได้ดีก็จะผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนด นอกจากนี้ยังสามารถสร้างความน่าเชื่อถือในผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่มีการใส่ใจในเรื่องนี้
              -เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง เพราะบนกระบวนการทำธุรกิจมีผู้เกี่ยวข้อง(Stakeholders) จำนวนมาก เช่นพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า นักลงทุน ชุมชน สังคม การที่บริษัทจัดการคาร์บอนได้ดี จะช่วยทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกับบริษัทในมิติต่างๆ ทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีเกิดขึ้นอย่างเข้มแข็งในระยะยาว
              -รักษาและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมขึ้นในองค์กร การทำโครงการต่างๆในการจัดการคาร์บอน เปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรม ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการ เกิดการคิดค้นและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เกิดการร่วมมือของพนักงานซึ่งหากบูรณาการเข้าไปสู่การทำธุรกิจทั่วทั้งองค์กร จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน

    28 กันยายน 2567

  • การจัดการคาร์บอนในองค์กร (1)

    การจัดการคาร์บอนในองค์กร (1)

              เมื่อถึงยุคการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เป็นอยู่ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เกิดความตื่นตัวขององค์กรต่างๆในการที่จะขับเคลื่อนให้องค์กรของตนรุ่งเรืองต่อไปในระยะยาวพร้อมๆกับทำให้สังคมและสิ่งแวดล้อมยั่งยืนไปด้วย ในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming) ถูกระบุว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมและเร่งมือแก้ไข

              องค์กรธุรกิจถูกกดดันเป็นพิเศษ เพราะบนกระบวนการทำธุรกิจบนห่วงโซ่คุณค่าจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การนำวัตถุดิบเข้ามา กลไกการเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นสินค้าและบริการ การจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าและบริการ เป็นต้น ทุกกิจกรรมบนกระบวนการดังกล่าวล้วนมีส่วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการใทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน น้ำ รวมทั้งก่อให้เกิดขยะ ของเสียและมลพิษ เป็นต้น ซึ่งเมื่อมองในมิติของคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจก ผลกระทบดังกล่าวสามารถหาวิธีการคำนวณออกมาเป็นค่าของก๊าซเรือนกระจกได้ว่าองค์กรนั้นบนกระบวนการของทำธุรกิจปล่อยคาร์บอน (Carbon Emissions) ไปมากน้อยเพียงใด

              เมื่อเรื่องการลดโลกร้อนกลายเป็นปัญหาร่วมกัน องค์กรต่างๆจึงเริ่มถูกกดดัน จะต้องเปิดเผยข้อมูลให้เห็นว่าองค์กรของตนเองมีสถานะเริ่มต้น (Baseline) ด้าน Carbon Emissions อยู่ในขนาดเท่าใด และมาจากกิจกรรมใด และมีแผนที่จะลด Carbon Emissions เหล่านั้นอย่างไรบ้าง รวมทั้งมีการประกาศเป้าหมายว่าปีใดที่องค์กรเหล่านั้นจะทำให้เกิด ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) หรือปีที่สถานะการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ การกดดันให้องค์กรธุรกิจต้องทำเรื่องนี้มาจากหลายทาง เช่นลูกค้า นักลงทุน สถาบันการเงิน NGOs ภาครัฐทั้งในและต่างประเทศ องค์กรธุรกิจที่เพิกเฉย ไม่สนใจในเรื่องดังกล่าว ไม่มีข้อมูลเปิดเผยในเรื่องคาร์บอนนี้ อาจพบกับมาตรการกีดกัน การต่อต้าน การไม่สนับสนุนเงินทุน การส่งออก การเสียชื่อเสียง เป็นต้น จนอาจกระทบต่อยอดขาย กำไร มูลค่ากิจการ ได้ในที่สุด เป็นต้น

              สำหรับในประเทศไทย เรื่องการปฏิบัติและการเปิดเผยข้อมูลด้าน Carbon Emissions ก็ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ โดยที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กว่า800 แห่ง ได้ถูกบ่มเพาะจากองค์กรสำคัญในตลาดทุนให้ดำเนินการเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน ผ่านการสนับสนุนโดยสร้างมาตรฐานตัวชี้วัด( Standard Setting ) การส่งเสริมให้ปฏิบัติ (Implementing) การเปิดเผยข้อมูล (Disclosure Reporting) การประเมินผลและให้รางวัล(Assessing and Awarding) ซึ่งในกระบวนการพัฒนาบริษัทจดทะเบียนดังกล่าวต้องใช้ทั้งมาตรการส่งเสริม ทดลอง สร้างต้นแบบ จัดให้มีประชาพิจารณ์ และมาตรการบังคับซึ่งใช้เป็นวิธีสุดท้ายเมื่อดำเนินมาตรการอื่นมา จนสถานการณ์สุกงอมเพียงพอ

              ความก้าวหน้าของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นผู้นำที่มีความโดดเด่นในการทำเรื่อง Carbon Emissions ที่ผู้เขียนมีโอกาสได้เห็นและสัมภาษณ์ พบว่ามีกระบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจทั้งทั้งองค์กร มีการวัด Baseline มีการกำหนดเป้าหมายและแผนงานประจำปี เป็นต้น อาจสรุปภาพรวมการจัดการคาร์บอนในองค์กรในบริษัทชั้นนำเหล่านี้ออกได้เป็น 4 ลักษณะ ดังนี้

    1. การลดคาร์บอนจากระบบการดำเนินงาน (Carbon Reduction from Operations)

    โดยเริ่มต้นจากการคำนวณBaseline ว่าบนระบบการดำเนินการภายใน และบนValue Chain เช่น Suppliers ที่เป็นคู่ค้า มีการปล่อยคาร์บอนเท้าใดบ้าง ทั้งในขอบเขต 1,2,3 ตามที่กำหนด และกำหนดเป้าหมาย แผนและกิจกรรมเพื่อลดคาร์บอนให้ได้ตามเป้าหมาย

    2. การเพิ่มมูลค่าธุรกิจจากผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Business)

    พบว่าหลายบริษัทจดทะเบียนเริ่มคิดค้นผลิตภัณฑ์บนCore Business เดิมโดยเพิ่มให้มี Low Carbon Products เพิ่มขึ้น เช่นผู้ผลิตพลาสติกแบบเดิม อาจคิดค้นวิธีการนำวัตถุดิบพลาสติกRecycle หรือ พลาสติกLow Carbon ผสมเข้าไปในการสร้างผลิตภัณฑ์ ซึ่งนอกจากจะทำให้ผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดลดคาร์บอนลงได้มากขึ้นแล้ว ยังสามารถช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจได้ด้วย

    3. การชดเชยคาร์บอน (Carbon Offsetting)

    แม่ว่าองค์กรธุรกิจจะพยายามดำเนินการลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการในข้อ1 ข้อ2 ข้างต้นอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม แต่หลายกรณีก็ไม่สามารถลดลงจนเป็นศูนย์ได้ องค์กรธุรกิจหลายแห่งเริ่มดำเนินกิจกรรม หรือวิธีการที่จะหา Carbon Credit มาเพื่อชดเชยคาร์บอนที่ยังคงเหลือดังกล่าว เช่นการปลูกป่า หรือการไปซื้อ Carbon Credit จากตลาดที่มีการรับรองและซื้อขายที่น่าเชื่อถือ

    4. การกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture)

    ปัจจุบันเริ่มมีเทคโนโลยีในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนที่มาจากการดำเนินงานถูกพัฒนามากขึ้น
    องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่กระบวนการดำเนินงานปล่อยคาร์บอนในปริมาณมาก หันมาทำการศึกษาและลงทุนในเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะเป็นวิธีหนึ่งในการลดคาร์บอนลงในอนาคต แต่วิธีนี้อาจยังไม่เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก

              อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทจดทะเบียนซึ่งถือว่าเป็นธุรกิจชั้นนำขนาดใหญ่ของประเทศ มีจำนวนยังไม่ถึง1,000 บริษัท เมื่อเทียบกับธุรกิจทั่วไปโดยเฉพาะ SMEs ซึ่งมีอีกหลายแสนบริษัท หากบริษัทเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้จัดการคาร์บอนได้ดีขึ้น จะมีส่วนช่วยลดโลกร้อนได้อย่างมหาศาล และถือเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยครั้งสำคัญในสภาวะที่ทั้งโลกเรียกร้องและกดดันให้ธุรกิจต้องแสดง Carbon Footprint ในการผลิตและจำหน่ายสินค้าและบริการ

    26 กันยายน 2567

  • เปิดสอบแล้ว !! ยกระดับอาชีพแห่งอนาคต

    เปิดสอบแล้ว !! ยกระดับอาชีพแห่งอนาคต

    เปิดสอบแล้ว !! ยกระดับอาชีพแห่งอนาคต
    นักสร้างผลสัมฤทธิ์ Impact Professional บุคลากรสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง 🌍
    👉🏻ลงทะเบียน :
    สถานที่สอบ => ณ มหาวิทยาลัยศรีนริทรวิโรฒ กรุงเทพฯ
    ———————————————————————-
    🔷ทำถูกจุด >> Impact Analyst
    🔷ประเมินเป็น >> Impact Assesor
    🔷ตรวจสอบได้ >> Impact Auditor
    ———————————————————————-
    ———————————————————————-
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
    📥in box หรือ ☎️ 090-669-3961
    socialvaluethailand@nisecorporation.com
    ———————————————————————
  • NE2 x SVTH

    NE2 x SVTH

    ✨NE2 x SVTH✨
    อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 (RSP Northeast 2) เป็นศูนย์กลางทางวิชาการในการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
    .
    อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 (RSP Northeast 2) ร่วมกับสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย (Social Value Thailand) นำโดย  ผู้เชี่ยวชาญ
    🚩ดร.สกุลทิพย์ กีรติพันธวงศ์ กรรมการและเลขาธิการสมาคมฯ
    จัดหลักสูตร SROI Practitioner Workshop 2025 ในวันที่ 28 – 29 มีนาคม 2568 ณ ห้องประชุม 406 ชั้น 4 อาคารอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 จังหวัดนครราชสีมา เพื่อ พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม
    .
    โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 60 รายจาก 9 หน่วยงาน ประกอบด้วย เครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ( อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ สถาบันชุณหะวัณ เป็นต้น), ทีมผู้บริหารจาก Institute of Engineering, Suranaree University of Technology และ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
    .
    มุ่งเป้าเพื่อส่งเสริมศักยภาพของบุคลากรในด้านการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรและสังคม
    ..
    กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจด้าน Social Impact Assessment ซึ่งจะช่วยพัฒนาแนวทางการดำเนินงานขององค์กรให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป
    ————————————————————————–
    สนใจร่วม SVTH Community

    👉🏻 สมัครสมาชิก https://shorturl.asia/1DczC

    👉🏻 สมัครเป็นผู้ประเมิน level 1 https://rb.gy/fhzdrb

    👉🏻 เข้าร่วมติวสอบ Social Value Associate Level 1 https://shorturl.asia/Pj2m9

    👉🏻 สมัครเป็น Impact Auditor / Assurance reviewer https://shorturl.asia/SzWRN

    👉🏻 สมัครเป็น trainer https://shorturl.asia/Sz5WR

    👉🏻 สมัคร Impact Partnership Platform https://impactpartnership.asia/login

    👉🏻 สมัคร IAC Platform https://shorturl.asia/j3f4i

    ————————————————————————–
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่⬇️
    📥in box หรือ ☎️ 090-669-3961
    📧 socialvaluethailand@nisecorporation.com
    ————————————————————————–
  • 4 อิ่ม คอนเสิร์ต EP.3

    4 อิ่ม คอนเสิร์ต EP.3

    จากเด็กพิเศษที่บกพร่องทางสมองและออทิสติก ที่มาใช้บริการกระตุ้นพัฒนาการ จำนวน 15 คน ในปี 2550 เป็น 150 คนในปีการศึกษา 2567 และมาเป็นโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์และศูนย์พัฒยาการเด็กพิเศษพระมหาไถ่ และจะมีจำนวนมากขึ้นในปีต่อๆ ไป
    ด้วยพื้นที่เริ่มคับแคบ ทางโรงเรียนฯ และศูนย์ฯ จึงได้จัดคอนเสิร์ตการกุศลในชื่อ “4 อิ่ม คอนเสิร์ต EP.3 เพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพเด็กพิเศษ” นำรายได้มาสร้างอาคารฝึกอาชีพสำหรับเด็กพิเศษและรองรับจำนวนนักเรียนที่มีมากขึ้นในแต่ละปี
    ทั้งนี้ ท่านสามารถร่วมบริจาคเพื่อสร้างอาคารได้โดยตรงที่บัญชี ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เงินบริจาคนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า
    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
    ครูต่าย 092-739-0990, ครูอ๋อย 062-169-9926 หรือ ครูป้อม 086-387-9504
  • SROI Practitioner Workshop

    SROI Practitioner Workshop

    สมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย (Social Value Thailand) นำโดย  ผู้เชี่ยวชาญ
    🚩ดร.สกุลทิพย์ กีรติพันธวงศ์ กรรมการและเลขาธิการสมาคมฯ
    จัดหลักสูตร SROI Practitioner Training 2025 ในวันที่ 20 – 21 มีนาคม 2568 ณ ห้องประชุม Galleria 1 ชั้น 5 โรงแรม S31 สุขุมวิท กรุงเทพมหานคร
    .
    หลักสูตรที่จะทำให้ทุกท่านได้เตรียมความพร้อมในการรับมือกระแสเทรนด์โลกที่ยั่งยืน เรียนรู้กรณีศึกษา หลักการและขั้นตอน ” การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางสังคม” ด้วยการสร้างพื้นฐาน อัดแน่นทักษะ จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 23 รายจาก 15 หน่วยงาน SCB Thailand ธกส BAAC Thailand KMUTT RMUTK ราชมงคลกรุงเทพ @MUSH : คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล The Gem and Jewelry Institute of Thailand TRIS Academy of Management NIA – National Innovation Agency Thailand Thailand Institute of Justice (TIJ) จระเข้ – JORAKAY UN Global Compact Network Thailand HMC Polymers
    🔹 จะรู้ได้อย่างไรว่าโครงการ/กิจการเพื่อสังคมของคุณสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ?
    🔹 เจาะลึก SROI มาตรฐานหลักการและเครื่องมือที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงคุณค่าของสังคม
    🔹 ครอบคลุมตั้งแต่แนวคิด รวมไปถึงวิธีการปฏิบัติที่จำเป็นต่อการประเมินผลลัพธ์ทางสังคม ตั้งแต่การระบุตัวผู้มีส่วนได้เสีย วิธีเขียน “ทฤษฎีการและทดลองทำการประเมินฯ” จากโจทย์จริง
    ————————————————————————–
    สนใจร่วม SVTH Community

    👉🏻 สมัครสมาชิก https://shorturl.asia/1DczC

    👉🏻 สมัครเป็นผู้ประเมิน level 1 https://rb.gy/fhzdrb

    👉🏻 เข้าร่วมติวสอบ Social Value Associate Level 1 https://shorturl.asia/Pj2m9

    👉🏻 สมัครเป็น Impact Auditor / Assurance reviewer https://shorturl.asia/SzWRN

    👉🏻 สมัครเป็น trainer https://shorturl.asia/Sz5WR

    👉🏻 สมัคร Impact Partnership Platform https://impactpartnership.asia/login

    👉🏻 สมัคร IAC Platform https://shorturl.asia/j3f4i

    ————————————————————————–
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่⬇️
    📥in box หรือ ☎️ 090-669-3961
    📧 socialvaluethailand@nisecorporation.com
    ————————————————————————–